ม้า พาหนะในวรรณกรรม

ม้า เป็นสัตว์ที่นิยมใช้กันมากตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ เราจะเห็นม้าที่ใช้พาหนะในวรรณกรรมชื่อดังต่างๆมากมาย ม้านับว่าเป็นสัตว์ที่แข็งแรงมากสามารถบรรทุกของที่มีนำหนักมากได้นอกจากบรรทุกของแล้วม้ายังเป็นสัตว์ที่ใช้ในการรบต่างๆในยุคประวัติศาสตร์ ซึ่งม้ายังเป็นสัตว์ที่มีนักเขียนวรรณกรรมมากมายได้จินตนาการลักษณะม้าในโลกวรรณกรรมของพวกเขา ซึ่งมีอยู่จำนวนมาก ทั้งนี้เราขอหยิบยกม้าในวรรณกรรมที่เป็นส่วนสำคัญให้เราเห็นว่าม้าเป็นสัตว์พาหนะในอดีตที่สำคัญมาก

ม้าสีหมอก เป็นชื่อของม้าอาคมที่ปรากฏในวรรณกรรมเรื่อง ขุนช้าง ขุนแผน ม้าสีหมอกเป็นม้าที่ถูกปลุกเสกขึ้นมาเพื่อใช้เป็นพาหนะของขุนแผนที่ร่ำเรียนวิชาคาถาอาคมเมื่อครั้งยังบวชเป็นพระ ซึ่งม้าสีหมอกถือว่าเป็นม้าที่มีความว่องไวและขุนแผนเองก็ใช้ในการรบอีกด้วย

ม้านิลมังกร เป็นชื่อของสัตว์วิเศษในวรรณกรรมเรื่อง พระอภัยมณี ซึ่งเป็นพาหนะคู่ใจของ สุดสาคร ลูกชายของพระอภัยมณี ซึ่งจับเจ้าสัตว์หายากชนิดนี้ได้ ม้านิลมังกร มีลักษณะเป็นสัตว์ขนาดใหญ่สี่เท้าคล้ายม้า แต่มีเกล็ดลำตัวเหมือนมังกร มีหนวดบริเวณแก้ม มีคลีบที่ส่วนหัวและหาง สามารถวว่ายน้ำได้ รวมถึงเป็นม้าที่มีความแข็งแรงมากเกร็ดสามารถต้านทานอาวุธทุกชนิด ซึ่งเป็นม้าตามจินตนาการของผู้ปะรพันธ์อย่าง สุนทรภู่

ม้าอุปการ ปรากฏในวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ พิธีอัศวเมธหรือพิธีปล่อยม้าอุปการ เป็นพิธีที่แสดงอำนาจของกษัตริย์อินเดียโบราณที่สืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่น

ม้า สุดยอดพาหนะในอดีต

ในสมัยก่อนมนุษย์ใช้สัตว์ขนาดใหญ่เป็นพาหนะในการเดินทางข้ามดินแดนต่างๆ สัตว์ต่างๆที่มนุษย์ใช้งานนั้นส่วนใหญ่เป็นสัตว์ขนาดใหญ่เช่น ม้า, อูฐ, วัว, สนุขไซบีเรีย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศของแต่ละภูมิประเทศด้วย สำหรับมนุษย์นั้นส่วนมากใช้ม้าเป็นพาหนะในการเดินทาง ม้าถือว่าเป็นสัตว์ที่มีร่างกายที่แข็งแรงมาก สามารถบรรทุกมนุษย์น้ำหนักมากได้ ในสมัยก่อนนั้นม้าถือว่าเป็นพาหนะชั้นยอดในเดินทางการขนส่ง

ม้า ถือว่าเป็นสัตว์ชั้นยอดที่มนุษย์นำมาใช้งานเนื่องจากมีความฉลาดสามารถนำมาฝึกฝนได้ง่าย สามารถใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นใช้เดินทาง ใช้แบกของ หรือแม้กระทั้งใช้ในการรบ เราจะเห็นว่าในภาพยนตร์หลายๆเรื่องมีการใช้ม้าเป็นพาหนะในการเดินทาง ใช้ในการรบ นอกจากนี้ม้ายังถูกใช้ในการแข่งขันทางกีฬาในบางประเทศอย่าง การแข่งม้า และ ม้าพยศ ซึ่งนิยมในบางประเทศในปัจจุบัน ม้าที่ใช้สำหรับการแข่งขันมีอยู่ 9 สายพันธุ์ได้แก่ พันธุ์อัพพาลูซา , พันธุ์เทอร์รับเบร็ด , พันธุ์มอร์แกน , พันธุ์พาโลมิโน , พันธุ์อเมริกันแซดเดิล , พันธุ์คลีฟแลนด์ เบย์ , พันธุ์พินโต , พันธุ์เทนเนสซี วอล์คกิ้ง , พันธุ์อาหรับ ในปัจจุบันเทคโนโลยีก้าวไกลมากขึ้น เครื่องยนต์มาแทนที่สัตว์ ทำให้การใช้งานม้าเป็นพาหนะลดลง เราคงเห็นม้าบ้างตามแหล่งท่องเที่ยวที่มีการใช้ม้านำเที่ยวในระยะสั้นๆเท่านั้น หรือมีฟาร์มเพาะเลี้ยงม้า และผู้ที่ชื่นชอบม้าเท่านั้น ซึ่งการใช้งานม้าในปัจจุบันไม่หนักมาก ใช้เพื่อขี่ชมวิว ธรรมชาติ หรือใช้งานสำหรับแข่งขันกีฬาเท่านั้น

ม้าสายพันธุ์ อเมริกัน เพ้นท์ฮอร์ส

ม้าด่างของอเมริกานั้น มีข้อแม้ว่า พ่อและแม่ม้าจะต้องขึ้นทะเบียนไว้กับสมาคมผู้บำรุงพันธุ์ม้าควอเตอร์แห่งอเมริกา หรือขึ้นทะเบียนไว้กับสมาคมผู้บำรุงพันธุ์ม้าด่างแห่งอเมริกา ลูกม้าที่เกิดมามีลักษณะด่าง จะได้รับการขึ้นทะเบียน ถ้าหากเกิดมาแล้วไม่ด่าง ก็ยังได้รับการการันตีว่าเป็นม้ามีทะเบียนประวัติถูกต้อง แต่ม้าตัวนั้นไม่สามารถเข้าประกวดเวทีของม้าด่างได้ โดยจะมีเวทีอื่นให้ประกวดแทน

การแบ่งประเภทของม้าด่างตามหลักการของอเมริกัน

  1. Tobiano ลายโทเบียโน่ ปกติจะมีสีเข้มพาดตั้งแต่บริเวณหน้าอกลงมาถึงโคนขาหน้า หรือตั้งแต่ส่วนเอวลงมาถึงโคนขาหลัง อาจมีสีขาวที่บริเวณขาหน้า ขาหลัง หรือทั้งข้างหน้าและข้างหลัง แต่ขาทั้งสี่ข้างต้องเป็นสีขาว อย่างน้อยตั้งแต่เข่าลงไปต้องเป็นสีขาว ปกติมักมีรอยด่างสีเข้มรูปวงรี หรือวงกลมพาดผ่านคอและหน้าอก
  2. Overo ลายโอแวโร่ โดยทั่วไปแล้วจะมีลักษณะเด่นคือจะไม่มีสีขาวตัดผ่านหลังม้าที่บริเวณตะโหนกม้าและที่หาง จะต้องมีอย่างน้อย 1 ขา หรือทั้ง 4 ขาเป็นสีดำหรือเข้มตามสีของลำตัว สีที่เด่นเป็นไปได้ทั้งสีเข้มและสีขาว แต่ส่วนใหญ่จะมีสีขาวน้อยกว่า และอยู่กระจายเป็นหย่อมๆ บริเวณหน้ามักมีสีขาวลาดยาวจรดจมูก
  3. Tovero ลายโทแวโร่ ปกติจะมีสีบริเวณใบหู อาจลามไปถึงหน้าผากและดวงตาทั้งสองข้างก็ได้ โดยนัยน์ตา 1 ข้างหรือทั้งคู่จะเป็นสีฟ้า ปากมีสีเข้ม บางทีอาจลามไปถึงแก้มจนมีลักษณะเป็นวง มีจุดหรือรอยด่างบริเวณหน้าอกบางทีอาจลามถึงลำคอ และมีรอยด่างอีกตำแหน่งที่บริเวณท้องกินพื้นที่มาถึงเอว

ม้า สายพันธุ์ เทรคเนอร์

 

ม้าสายพันธุ์เทรคเนอร์ Trakehner หมายถึงเลือดผสมโดยกีฬาชั้นนำมันเป็นสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดใน 165-180 ซม. ที่ไหล่แข็งแรงและกล้ามเนื้อสีมักจะอ่าว, สีแดง, สีเทาบางครั้งมากไม่ค่อย – แต้มสีเทาคอยาวไฟหัวกว้างกลับมาแข็งแกร่งเมล็ดยาวในขณะที่มีขนาดกะทัดรัดม้าตัวนี้เคลื่อนไหวจังหวะเดินและวิ่งขาเทียบกับร่างกายไม่นานมาก แต่แข็งแรงมากและเด้งมันเป็นคุณภาพ – กระโดด – ม้าและนำไปแถวหน้าของม้ากีฬาที่ไม่มีความเท่าเทียมกันในการเอาชนะอุปสรรคtrakeneny นี้แสดงให้เห็นผลลัพธ์ที่ดีในวิธีการและกระโดดแสดงและประเภทอีเวนติ้งพอจะจำได้แชมป์โอลิมปิก 1980 Trakehner ป่าแอชกับฉายาที่กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกภายใต้ที่นั่งของเฮเลนที่มีชื่อเสียง Petushkovaภายนอกที่สวยงาม, การเปลี่ยนแปลงของการขับรถและคุณภาพของการแข่งม้านำไปสู่ความจริงที่ว่าในการปรับปรุงสายพันธุ์อื่น ๆ อีกมากมายใช้มันม้า Trakehnerขาย trakenov พันธุ์แท้ที่เป็นไปได้ในหลายภูมิภาคของรัสเซียซื้อพวกเขาเป็นที่น่าพอใจกระดุมพันธุ์เท่านั้นที่มีชื่อเสียงที่ดีTrakenen ติดบนดินรัสเซียและกลายเป็นที่ยอมรับว่าเป็นหนึ่งในรายการโปรดในกีฬาขี่ม้าแบบคลาสสิกนอกจากนี้ม้าตัวนี้ – เพื่อนหุ้นส่วนม้าและยืนยันว่าแฟนตัวจริงของสายพันธุ์ปรัสเซียปี 1732 ถือว่าเป็นวันเกิดของร็อคเซนต์ที่จริงแล้วในปีนี้การเปิดตัวของสตั๊ดในพระราชกฤษฎีกาโดยตรงของกษัตริย์ปรัสเซียนฟรีดริชวิลเฮล์ครั้งที่สองจากที่นั่นและมีร่องรอยของม้า Trakehner ประวัติศาสตร์การรับรู้อย่างเป็นทางการของสายพันธุ์มาต่อมาใน 1786และก่อนหน้านั้นมีการทำงานที่ใช้งานการปรับปรุงพันธุ์เพื่อปรับปรุงคุณภาพ trakenena ซื้อตัวอย่างที่ดีที่สุดของภาษาอาหรับและภาษาอังกฤษพ่อม้าหินและแรงงานเหล่านี้ได้จ่ายเงินออกในตอนท้ายของการเพาะพันธุ์ม้าศตวรรษที่ 18 กลายเป็นสมาชิกถาวรใหม่ของการแข่งขันที่มีชื่อเสียงในศตวรรษที่ 19 ไปยังศาลปรัสเซียนพระราชได้รับการจัดจำหน่ายโดยเฉพาะม้า Trakehner และในช่วงต้นศตวรรษที่ 2

ม้า สายพันธุ์ มัสแตง

ม้าป่า หรือที่เรียกกันว่า มัสแตง MUSTANG มีถิ่นอาศัยอยู่ในทวีปอเมริกาเหนือ ทางภาคตะวันตกของสหรัฐอเมริกา ที่ครั้งหนึ่งตำนานแห่งคาวบอยเคยมีชีวิต ม้าป่าเหล่านี้สืบเชื้อสายมาจากม้าที่กองทหารสเปนนำเข้ามาเมื่อช่วงปี คศ. 1500 ในตอนนั้น ม้าพันธุ์ดั้งเดิมของทวีปอเมริกาสูญพันธุ์ไปหมดแล้ว ตั้งแต่ 8,000 – 10,000 ปีก่อน อย่างไรก็ดี ในปี 1993 ได้มีการพบซากม้าโบราณอายุ 25,000 ปีซึ่งมี ชื่อว่า EQUUS LAMBEI ที่เหมืองแร่ในยูคอน จากการตรวจสอบ ได้พบว่า ม้าชนิดนี้ไม่แตกต่างไปจากม้าป่ามัสแตงเลย ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า ม้าป่ามัสแตงกลับมาสู่ถิ่นเดิมของบรรพบุรุษอีกครั้ง (ตามโครงการรักบ้านเกิดม้าป่าเป็นสัตว์สังคม พวกมันอยู่รวมกันเป็นครอบครัว โดยมีม้าตัวผู้หนึ่งตัวเป็นหัวหน้ากับม้าตัวเมียหลายตัวและลูกๆ ในการนำฝูงไปหากินจะเป็นหน้าที่ของตัวเมียอาวุโส ส่วนตัวผู้จะป้องกันฝูงจากศัตรูและม้าตัวผู้อื่นๆ ลูกม้าป่าตัวผู้จะอยู่กับฝูงจนอายุได้ 1 – 2 ปี จะถูกไล่ออกไปจากฝูง ส่วนตัวเมียจะอยู่นานกว่าก่อนจะแยกตัวไปอยู่ฝูงอื่น ด้วยสาเหตุนี้ ทำให้ม้าป่ามีการกระจายตัวของยีนและส่งผลให้ลูกม้าที่เกิดมาแข็งแรงและทนต่อสภาพแวดล้อมได้ดี ในสังคมของม้าป่าจะมีการเคารพกันตามลำดับชั้น ม้าอาวุโสจะช่วยดูแลม้าอายุน้อย และบางครั้งจะลงโทษลูกม้าหัวดื้อด้วยการงับใบหู หรือไม่ก็เตะเบาๆ ตามปกติบรรดาสมาชิกในฝูงมักจะแสดงออกต่อกันอย่างนุ่มนวล เช่น การใช้คอไซ้กัน บางครั้งพ่อม้าก็จะทำเช่นนี้กับลูกด้วย ต่อมาในปี 1971 สภาคองเกรส เห็นว่าม้าป่าเป็นสัญลักษณ์ของภาคตะวันตก และก่อนที่จะสูญพันธุ์ไป จึงได้มีการออกกฎหมายคุ้มครองม้าป่าขึ้น

ม้าพันธุ์ คลายเดสเดล Clydesdale

ม้าพันธุ์คลายเดสเดล Clydesdale เป็นม้าที่อยู่ในกลุ่มสายพันธุ์ม้างานDraft horse ตั้งชื่อตามสถานที่พัฒนาสายพันธุ์ขึ้นมา คือ เมืองคลายเดสเดล ประเทศสกอตแลนด์ ถูกปรับปรุงมาจากม้างานพื้นเมืองที่มีรูปร่างเล็กกว่า แต่ปัจจุบันได้ถูกปรับปรุงรูปร่างให้สูงใหญ่ขึ้นเพื่อใช้สำหรับงานประกวดลากจูง ส่วนใหญ่จะมีสีเบย์Bay มีตำหนิสีขาวที่ส่วนหัวและขาเป็นลักษณะเฉพาะที่เรียกว่า Sabino แต่เดิมจะใช้ทำการเกษตรและขนส่งเป็นหลัก ปัจจุบันก็ยังมีการไปใช้งานอยู่และบางที่ก็ใช้เป็นม้าบรรทุกกลองในพิธีสวนสนามด้วยครับ ม้าพันธุ์นี้ยังมีสายย่อยอย่าง Budweiser Clydesdales ที่ได้รับความนิยมนำไปประกวดเป็นอย่างมากครับ ม้าพันธุ์นี้ถูกปรับปรุงพันธุ์มาจากม้าเฟลมิช Flemish เมืองแฟลนเดอร์ ประเทศเบลเยี่ยม นำมาผสมพันธุ์กับม้าพื้นเมืองในท้องถิ่น ได้มีการบันทึกชื่อสายพันธุ์ครั้งแรกในปี 1826 และในปี 1930 ก็ได้แพร่กระจายไปทั่วประเทศจนถึงทางตอนเหนือของประเทศอังกฤษ จดทะเบียนพันธุ์ครั้งแรกปี 1877 ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 – ต้นศตวรรษที่ 20 ม้าพันธุ์นี้จำนวนกว่าหลายพันตัวได้ถูกส่งออกไปทั่วโลก รวมถึงประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ด้วย ซึ่งที่นี่รู้จักพวกมันในชื่อของ “ผู้สร้างประเทศออสเตรเลีย” อย่างไรก็ตามในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 บทบาทและจำนวนของพวกมันเริ่มลดลงเนื่องจากการเข้ามาแทนที่ของเครื่องจักร และในปี 1970 กลุ่มนักอนุรักษ์ได้ตัดสินใจให้ความช่วยเหลือเนื่องจากมีความเสี่ยงใกล้สูญพันธุ์ พวกมันเริ่มมีจำนวนเพิ่มขึ้นทีละน้อย แต่ก็ยังเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์อยู่เช่นเดิม

ม้าแคระ สายพันธุ์ เชทแลนด์

ม้าแคระ สายพันธุ์ เชทแลนด์

ม้าแคระ เป็นที่นิยมมากในประเทศไทยแต่จะพบมากในฟาร์มใหญ่ๆ  เพราะราคาค่อยข้างจะสูงเพราะเป็นม้านำเข้าเฉพาะถิ่นแตกต่างจากม้าขนาดใหญ่ทั่วไป แต่ปัจจุบันเริ่มมีการเพาะพันธุ์ในประเทศไทยแล้วทำให้ฟาร์มเล็กๆหรือคนที่ชอบราคาซื้อได้แล้ว ม้าแคระเป็นที่ชื่นชอบของเด็กมากเนื่องด้วยขนาดและขนที่สวยและยาว

ม้าแคระ สายพันธุ์ เชทแลนด์  นั้นมีความอดทนและแข็งแกร่ง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสายพันธุ์ที่พัฒนาในภาวะความรุนแรงของสภาพอากาศภายในเกาะเซทแลนด์ ลักษณะของม้าแคระ เซตแลนด์จะมีหัวและใบหน้าเล็ก ใบหูเล็กสั้น คอกล้ามเนื้อกระชับ รูปร่างอ้วนเตี้ยและสั้น ขาแข็งแรง หางยาว ม้าแคระนี้จะมีหลากหลายสี และมีทั้งลายแบบสลับสี และลายด่าง

ม้าแคระเซทแลนด์มีจุดกำเนิดในหมู่เกาะ เซทแลนด์ที่ตั้งอยู่ตะวันออกเฉียงเหนือของแผ่นดินใหญ่สกอตแลนด์ ม้าแคระขนาดเล็กที่ได้รับการดูแลและเก็บไว้ในเกาะเชทแลนด์เกาะตั้งแต่ ยุคประวัติศาสตร์หลังยุคหินและก่อนยุคเหล็กบรอนซ์ ม้าแคระเซทแลนด์เหล่านี้จะมีอายุเฉลี่ยประมาณ 25-30 ปี การเลี้ยงดูก็ง่าย เพราะว่ามีคุณสมบัติเหมือนม้าทุกประการ กินหญ้า ฟาง แครรอท เป็นอาหาร

จุดสังเกตของมากพันธุ์ คือขาจะสั้น แผงคอและหางยาว ขนดกและหนาที่ช่วยป้องกันอากาศหนาวม้าแคระเชทแลนด์ปกติแล้วม้าชนิดนี้มีความสูงระหว่าง 28 ถึง 42 นิ้ว ขนจะออกเป็นสีดำหรือน้ำตาลเข้ม ซึ่งไม่เป็นเหมือนม้าพันธุ์อื่น ๆ ขนาดของสุดยอดสายพันธุ์ม้าจากทั่วโลก

 

ม้าพันธุ์ฟรี เชี่ยน

ม้าพันธุ์ฟรี เชี่ยน

ม้าพันธุ์ฟรี เชี่ยนเป็นม้าที่ในช่วงแรกๆไม่ค่อยเป็นที่นิยอมในประเทศไทยไม่ค่อยคุ้นเคยนัก เนื่องจากเป็นม้าที่มีแหล่งกำเนิดที่ประเทศ เนเธอร์แลนด์ หรือ ฮอลแลนด์หรือฮอลันดาในสมัยโบราณนั่นเอง ในปัจจุบันก็เริ่มได้มีกลุ่มคนรักม้าได้เริ่มนำฟรีเชี่ยนเข้ามาเมืองไทยบ้าง แล้ว เท่าที่ทราบก็มีคอกของน้องพลอย แห่งปางช้างอยุธยา และอีกแห่งคือภูผาหมอก ที่มีพ่อม้าเข้าประจำการแต่มิตรรักนักเพลงแล้ว ม้าสายนี้มีลักษณะเด่นคือมีขนสีดำมันสนิทไม่มีสีอื่นแซม การวางเท้าเวลาทร็อทยกขาหน้าสูงมาก แลดูสวยงาม อุปนิสัยนิ่งว่านอนสอนง่ายและติดไปทางค่อนข้างจะคึกคัก ร่างกายกำยำล่ำสัน ส่วนสูงมีตั้งแต่ 15 -17 แฮนด์ แผงขนคอหนาดกรวมทั้งขนหน้าผาก หางยาวแตะพื้น ข้อเท้ามีพู่ห้อยระย้าสวยงาม

ม้าฟรีเชี่ยนมีแหล่งกำเนิดที่ เมือง ฟรีซแลนด์ประเทศเนเธอร์แลนด์ ดินแดนกังหันสีส้ม แม้ว่าสัดส่วนของเขาจะละม้ายไปทางม้างาน แต่ฟรีเชียนนั้นมีรูปร่างที่สง่างามและแลดูปราดเปรียวกว่าเยอะ ระหว่างยุคกลาง ม้าสายนี้เป็นที่ต้องการของทหารอย่างแรง เพราะต้องการเอาไปให้อัศวินที่ใส่เกราะเหล็กออกทำการรบ ความต้องการใช้ม้าในสงครามนั้นส่งจึงผลให้ม้าสายนี้เกือบสูญพันธุ์ไปหลายหน จนล่วงมาถึงในยุคปัจจุบันม้าพันธุ์นี้กลับเป็นที่นิยมนำมาขี่เล่น ใช้เทียมรถม้า และมีบ้างที่นำมาใช้ขี่แบบเดรสสาจ

การมีสีดำของม้าสายนี้ นั้นเน้นว่าต้องดำแบบดำมัน โดยไม่อนุญาตให้มีสีอื่นเข้าปะปน ยกเว้นมีจุดขาวที่หน้าผากเท่านั้น ที่อนุญาตให้ขึ้นทะเบียนได้ แต่ก็หายากยิ่งนัก และ ความสูงของม้าตัวเมียและม้าตอนจะอยู่ที่ประมาณ 15.2 แฮนด์ (157 ซม.)ตัวผู้จะสูงกว่าเล็กน้อย

ม้าพันธุ์ควอเตอร์หรือควอเตอร์ฮอร์ส หรืออเมริกันควอเตอร์ฮอร์ส

ม้าพันธุ์ควอเตอร์หรือควอเตอร์ฮอร์ส หรืออเมริกันควอเตอร์ฮอร์ส

ม้าพันธุ์ควอเตอร์หรือควอเตอร์ฮอร์ส หรืออเมริกันควอเตอร์ฮอร์ส เป็นม้าที่มีชื่อเรียกตามลักษณะเด่นร่างกายและความสามารถของมันการแข่งระยะทาง1/4ไมค์ เป็นระยะที่ม้าประเภทนี้สามารถทำความเร็วได้สูงสุดประมาณ 90กม/ ซม.ม้าพันธุ์นี้เป็นที่นิยมมากของชาวอเมริกาในยุคปัจจุบันและมีม้าสายพันธุ์นี้ที่จดทะเบียนแล้วถึง5ล้านตัว และในประเทศไทยม้าสายพันธุ์นี้ก็ยังเป็นที่ต้องการเนื่องจากขนาดและความหนาทำให้ดูสวยงามผิดจากม้าพันธุ์เธอร์รัพเบรตทั่วไป และยังมีความทนทานทนต่อสภาพอากาศที่ร้อนของประเทศไทย เป็นม้าที่สามารถฝึกได้ง่ายเนื่องจากเป็นม้าเลือดเย็น

ลักษณะ เด่นของม้าพันธุ์ควอเตอร์ คือล่ำสันบึกบึน สูงประมาณ 150-155 ซม. คอสั้น หน้าอกกว้างกำยำ สะโพกกลมบ่งบอกถึงแหล่งกำเนิดอันมหาศาลของพละกำลัง เชื่อง เมื่อฝึกดีแล้วจะสงบนิ่งมาก เหมาะสำหรับ การขี่เล่นเพื่อสันทนาการ เช่น การขี่ข้ามภูมิประเทศ การขี่ม้าอ้อมถังเบียร์ หรือในการขี่ม้าจับลูกวัวของคนอเมริกัน

ความเป็นมาของม้าพันธุ์ควอเตอร์เริ่มจากการแข่งม้าแบบเสี้ยวไมล์เริ่มได้รับความนิยม ในหมู่ประชาอาณานิคม และโดยที่สนามแข่งในอเมริกาที่มักจะมีช่วง ทางตรงสั้นๆ จึงทำให้เมื่อมีการแข่งขันครั้งใดม้าควอเตอร์ไมล์เหล่านี้มีชัยเหนือ เธอรัพเบรต อยู่เสมอ ทำให้ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายมันก็ได้รับการเรียกขานว่าเป็นม้า ควอเตอร์ไมล์ และกลายเป็นควอเตอร์ฮอร์สในที่สุด

ในปี ค.ศ. 1800 เริ่มมีคนบุกเบิกไปทางตะวันตกของอังกฤษมากขึ้น ผู้คนเหล่านี้ต้องการม้าที่ทรหดอดทนต่อสภาพแวดล้อมมาใช้งาน จึงนำม้าสายพันธุ์ต่างๆมาเพาะเลี้ยง เช่นม้าของสเปน เม็กซิโก รวมทั้งม้าป่าพื้นเมือง และม้าของชนเผ่าอินเดียนแดง

ม้าพันธุ์ลิปิซานเนอร์

ม้าพันธุ์ลิปิซานเนอร์

ม้าพันธุ์ลิปิซานเนอร์  เชื่อกันว่าม้าสายพันธุ์นี้ได้ถูกเพาะเลี้ยงที่เมืองลิปิซาน แห่งแคว้นคาร์เทจ เมื่อประมาณ 2000 กว่าปีมาแล้ว โดยม้าพันธุ์นี้สืบเชื้อสายมาจากม้าอาหรับและบาร์บของสเปนถัดมาในยุคแขกมัวร์ครองอำนาจเหนือสเปน ก็ได้นำม้าอาหรับอยู่บ้างประปราย  และช่วงนี้สเปนอยู่ภายใต้อำนาจของแขกมัวร์ได้ส่งม้าไปยังอิตาลี และเมืองเฟ็ดเดอริสเบอร์คประเทศเดนมาร์ค และที่อิตาลีก็ได้กำเนิดม้าลิปิซารเนอร์ ต้นสายหลังจากนั้นก็ได้นำม้าสายพันธุ์อื่นมาผสมบ้างประปรายเพื่อไม่ให้เลือดชิดจนกระทัง เกิดภาวะแห้งแล้งบริเวณแหล่งเพาะเลี้ยงม้า และในเดือน พ.ค. 1915 จึงได้มีการแยกม้าลิปิซานออกเป็นสองฝูง ฝูงแรกถูกนำไปที่ลักเซนเบิร์ก ใกล้เวียนนา และอีกฝูงถูกนำไปที่แคล็ดรัพและยังมีการแยกม้าออกไปอีกเมื่อเกิดการล่มสลายของราชวงศ์แฮร์ปเบิร์คและจักรวรรดิออสเตรียลิปิซาจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของอิตาลี รัฐบาลอิตาลีและออสเตรียได้แบ่งม้าออกเท่าๆกัน ออสเตรียนำมาที่ได้ไปเลี้ยงต่อที่ฟาร์ม ไพเบอร์ เมืองสไตน์มาร์ก โดยฟาร์มไพเบอร์นี้เป็นของเอกชน เพาะเลี้ยงม้าสำหรับใช้ในกองทัพจนได้มีการจดทะเบียนม้าพันธุ์ลิปิซานเนอร์ ขึ้น

ลักษณะเด่นของม้า ลิปิซานเนอร์

แรกเกิดทั้งตัวจะเป็นสีดำหรือออกเทา แล้วจะค่อยๆขาวขึ้นตามอายุ

มีใบหูเล็ก ตากลมโต คอสั้นหนารูปร่างกำยำล่ำสัน เป็นมิตรกับคนง่าย สูงประมาณ 140-155 ซม.

กีบเท้าแข็งแรงทนทาน มีสีขาวหรือสีดำ ไม่ค่อยพบปัญหาเรื่องโรคกีบ